วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (General or Uniform Corrosion)

จากที่ได้กล่าวบทนำเกี่ยวกับการกัดกร่อนไว้แล้วก่อนหน้านี้ วันนี้จะขอนำเสนอรูปแบบการกัดกร่อนแบบแรก คือ การกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

การกัดกร่อนแบบนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไป โลหะจะถูกกัดกร่อนอย่างสม่ำเสมอทั่วผิวหน้าของโลหะ ดังแสดงภาพจำลองในรูปที่ 1

รูปที่ 1 ภาพจำลองแสดงการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า

โดยปกติจะเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมีหรือปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า การกัดกร่อนเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอบนผิวหน้าหรือเป็นบริเวณกว้าง มีผลให้โลหะบางลงเรื่อยๆ หรือมีน้ำหนักหายไป คือ เบาลงเรื่อยๆ การกัดกร่อนประเภทนี้ในแง่ของเทคนิคไม่ค่อยเป็นปัญหาและไม่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงเท่าใดนัก เนื่องจากสามารถคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนและออกแบบเผื่อได้ พร้อมทั้งทำนายอายุการใช้งานของชิ้นส่วนที่เกิดการกัดกร่อนแบบนี้ได้ และเปลี่ยนใหม่เมื่อถึงเวลาอันควร ซึ่งอัตราการกัดกร่อนสามารถคำนวนได้สมการด้านล่าง
ซึ่งอัตราการกัดกร่อนสามารถใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาว่าสภาวะการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใดดังแสดงในรูปที่ 2

รูปที่ 2 Corrosion rate guidline

การกัดกร่อนแบบสม่ำเสมอสามารถป้องกันหรือลดปริมาณการกัดกร่อนได้ดังรูปที่ 3

รูปที่ 3 แนวทางป้องกันการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า


การกัดกร่อนในรูปแบบอื่นส่วนมากเป็นการกัดกร่อนที่เกิดขึ้นภายในและยากต่อการประเมินสภาพการกัดกร่อน นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นในพื้นที่เฉพาะของชิ้นส่วนหรือโครงสร้าง ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดความเสียหายที่ไม่คาดคิดหรือความเสียหายก่อนกำหนดของเครื่องมือหรือเครื่องจักร ตัวอย่างการเสียหายจากการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้าของโครงสร้างแสดงในรูปที่ 4

รูปที่ 4 ตัวอย่างชิ้นส่วนเสาเหล็กกล้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า

การแตกหักแบบเปราะ (Brittle Fracture)

วันนี้ผมขอนำเสนอรูปแบบการเสียหายของวัสดุแบบแรกนะครับ คือ การแตกหักแบบเปราะ

การแตกแบบเปราะของวัสดุเกิดขึ้นเมื่อการกระทำของแรงทางกลมีค่าสูงกว่าค่าความต้านทานแรงดึงสูงสุดของวัสดุ ทำให้วัสดุแตกออกจากกันเป็นสองชิ้นหรือมากกว่า โดยปรากฏให้เห็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างถาวร (Plastic Deformation) หรือการยืดตัวน้อยมากดังรูปที่ 1-2 ปัจจัยที่จะแสดงตัวเป็นจุดเริ่มต้นการเกิดรอยร้าวและนำไปสู่การแตกแบบเปราะได้แก่ลักษณะเฉพาะของวัสดุและจุดบกพร่อง เช่น ร่องหลุม ช่องว่างขนาดเล็ก (Void) สิ่งเจือปน (Inclusion) รอยร้าว (Crack) และความเค้นตกค้าง (Residual Stress) การแตกร้าวมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วขณะที่วัสดุกำลังรับแรง มีการดูดซับพลังงานในปริมาณน้อย (เมื่อเทียบกับการแตกแบบเหนียว) รูปแบบการเสียหายนี้ส่วนใหญ่จะเกิดกับวัสดุที่เปราะ เช่นเซรามิกส์และโลหะที่แข็ง เมื่อตรวจสอบผิวหน้าแตกหักจะมีลักษณะที่เรียบและวาว ถ้าตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบแสงจะแสดงให้เห็นลักษณะการยืดตัวน้อยมากดังรูปที่ 3 และอาจสังเกตเห็นจุดบกพร่องหรือบริเวณที่มีความเค้นตกค้างสูง

รูปที่ 1 การแตกหักแบบเปราะของเพลาเหล็กกล้าไร้สนิม

สรุปการแตกหักแบบเปราะ
• มีการขยายตัวของรอยแตกอย่างรวดเร็วด้วยพลังงานเพียงเล็กน้อย
• ปราศจากการเสียรูปอย่างถาวร (plastic deformation)
• ผิวหน้าแตกจะเรียบเป็นมันวาว
• มีลักษณะเป็นเกรนเกิดคอคอดน้อยมาก – Plane strain condition


การลดหรือกำจัดจุดบกพร่องบนผิวหน้าและภายในวัสดุ เป็นวิธีการสำคัญที่จะปรับปรุงความต้านทานต่อการแตกแบบเปราะ จุดบกพร่องต่างๆ อาจจะเกิดขึ้นระหว่างการประกอบติดตั้งหรือจากกระบวนการผลิต การเลือกใช้และประกอบชิ้นส่วนที่มีผิวหน้าเรียบจึงมีประโยชน์ต่อการป้องกันการแตกแบบเปราะ การมีมุมแหลมและร่องหลุมบนผิวหน้าวัสดุสามารถแสดงตัวเป็นจุดเริ่มต้นของการแตกแบบเปราะได้เช่นกัน นอกจากนั้นการลำเลียงและขนส่งอย่างระมัดระวังหลังจากการผลิตจะช่วยป้องกันการเสียหายทางกล เช่น รอยขีดข่วนและรอยกัดที่สามารถนำไปสู่การแตกเปราะได้ ท้ายที่สุด กระบวนการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมต่อการใช้งานจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้วัสดุสามารถรองรับแรงที่กระทำได้ การเสียหายด้วยรูปแบบดังกล่าวจึงเป็นอันตรายมาก วัสดุบางชนิด เช่น เหล็กหล่อเทา (Cast Iron) และเซรามิกส์ จะเกิดการแตกหักแบบเปราะเท่านั้น ในขณะที่วัสดุบางชนิด เช่น เหล็กกล้าคาร์บอน จะมีความเหนียวที่อุณหภูมิปกติและอุณหภูมิสูง แต่มีสมบัติที่เปราะและเกิดการแตกหักแบบเปราะที่อุณหภูมิต่ำ ดังนั้นสำหรับชิ้นส่วนที่มีความสำคัญสูง ไม่ควรเลือกใช้วัสดุที่เสี่ยงต่อการการแตกหักแบบเปราะในระหว่างใช้งาน


รูปที่ 2 ลักษณะทางมหภาค


รูปที่ 3 ชิ้นงานทดสอบแรงดึงที่เกิดการแตกหักแบบเปราะ

การแตกเปราะของวัสดุเชิงโลหะอาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง แต่ก็มีลักษณะภาพถ่ายทางจุลภาคของผิวหน้าแตก 3 รูปแบบที่สามารถชี้ให้เห็นกลไกได้อย่างชัดเจน ลักษณะเหล่านั้น ได้แก่ cleavage facets, intergranular facets และ striations


• Cleavage facets มักเกิดขึ้นกับโลหะที่มีโครงสร้างผลึกแบบ body-centered cubic (bcc) และ hexagonal close-packed เมื่อรอยแตกวิ่งผ่าเกรน (เช่น ระนาบ {100} ในโลหะ bcc) ซึ่ง Cleavage เป็นลักษณะเฉพาะของการแตกเปราะแบบผ่าเกรนดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 รอยแตกแบบผ่านเกรนของเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ

 
• Intergranular fracture เรียกตามลักษณะที่ปรากฏคล้ายน้ำตาลเกล็ด (rock candy) เกิดขึ้นเมื่อรอยแตกวิ่งตามขอบเกรนดังรูปที่ 5 ซึ่งการแตกด้วยรูปแบบดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะของรอยแตกร้าวจากความเค้นร่วมกับการกัดกร่อน (SCC) การแตกเปราะเนื่องจากไฮโดรเจน (hydrogen embrittlement) และการแตกเปราะของเหล็กกล้าที่ผ่านการอบอ่อน (temper embrittlement)

รูปที่ 5 รอยแตกแบบตามขอบเกรนของเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง

• striations เป็นแนวการขยายตัวแบบจุลภาคของรอยแตกจากการล้า (Fatigue Fracture) ซึ่งจะแสดงให้เห็นแต่ละคาบของความเค้นหรือรอบของความเค้นแต่ละรอบที่กระทำกับชิ้นงาน ซึ่งเส้นเหล่านี้เราไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถมองเห็นได้ด้วยการตรวจสอบในกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูง เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน (Scanning Electron Microscope; SEM) เท่านั้นดังรูปที่ 6
รูปที่ 6 striation patterns






วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บทความวิชาการระดับนานาชาติที่เผยแพร่ใน science direct

วันนี้ผมมีบทความทางวิชาการระดับนานาชาติ ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Engineering Failure Analysis ของ Science Direct ตามภาพด้านล่างนี้

ซึ่งผมและเพื่อนช่วยกันเขียน ท่านใดสนใจอ่านฉบับเต็มเข้าไปดูได้ตามลิงค์ครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

รูปแบบการเสียหายของวัสดุ (Material Failure Modes) ตอนที่ 1

บทความเรื่องรูปแบบการเสียหายของวัสดุมีเนื้อหาค่อนข้างเยอะ ดังนั้นผมจะทยอยนำมาลงเรื่อยๆ ก็คอยติดตามอ่านกันเรื่อยๆ นะครับ สำหรับตอนแรกที่จะนำเสนอนี้เป็นบทนำก่อนนะครับ..

ความเสียหายของวัสดุ (Materials Failure) เป็นศาสตร์ที่วิศวกรออกแบบและนักวิเคราะห์ความเสียหายต้องมีความรู้เป็นพื้นฐาน บุคคลทั้งสองกลุ่มจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับชนิดและสมบัติต่างๆ ของโลหะ รวมทั้งความสามารถในการใช้งานโลหะที่สภาวะต่างๆ เป็นอย่างดี การเลือกโลหะเพื่อใช้ในงานต่างๆ เป็นหน้าที่ของวิศวกรวัสดุ (Material Engineer) ส่วนนักออกแบบ (Designer) จะมีหน้าที่ในการตัดสินใจว่ามีสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขในการปฏิบัติการอะไรบ้างที่มีผลต่อวัสดุในระหว่างการใช้งาน และนักวิเคราะห์ความเสียหายจะมีหน้าที่ตอบคำถามว่า ระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจะเกิดความเสียหายด้วยสาเหตุและรูปแบบใดได้บ้าง ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น นักออกแบบควรตรวจสอบและตอบคำถามเหล่านั้นเช่นกัน ขั้นตอนแรกที่สามารถป้องกันการเสียหายได้คือ ต้องรู้และเข้าใจว่า ความเสียหายน่าจะเกิดในรูปแบบใดได้บ้าง (เป็นการคาดการณ์จากความรู้และประสบการณ์)

ถ้าวัสดุสามารถต้านทานความเสียหายในรูปแบบต่างๆ และใช้งานในสิ่งแวดล้อมได้ทุกรูปแบบแล้ว ในทางทฤษฎีสามารถกล่าวได้ว่าระบบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตจากวัสดุนั้นๆ จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ในความเป็นจริงเป็นไปได้ยากมาก เพราะว่าวัสดุต่างๆ มีโอกาสเกิดความเสียหายได้ทั้งนั้น เนื่องจากไม่มีวัสดุชนิดใดที่มีความสมบูรณ์แบบโดยปราศจากจุดบกพร่อง ในบางครั้งวัสดุทางวิศวกรรมที่เราเลือกและคิดว่าดีที่สุดก็มีโอกาสเสียหายและก่อให้เกิดสภาวะการทำงานที่ไม่ปลอดภัยได้ หน้าที่ของวิศวกรออกแบบอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องทำให้มีราคาหรือต้นทุนต่ำที่สุดและสามารถใช้งานได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน โดยไม่มีการถอดเปลี่ยนหรือหยุดซ่อมบำรุงก่อนเวลาอันควร ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับนักออกแบบที่จะต้องตระหนักและมีความเข้าใจว่าวัสดุแต่ละชนิดสามารถเสียหายในรูปแบบใดได้บ้างและเกิดได้อย่างไร เพื่อป้องกันปัญหาความเสียหายในรูปแบบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น

ความเสียหายของวัสดุไม่ได้มีความหมายเฉพาะการแตกหักหรือการแยกออกจากกันเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง การสูญเสียเนื้อโลหะหรือการเปลี่ยนสมบัติทางกล เมื่อชิ้นส่วนไม่สามารถใช้งานตามที่ออกแบบไว้ หรือเปลี่ยนหน้าที่และรูปร่างไปจากตอนเริ่มต้น เมื่อนั้นแสดงว่าชิ้นส่วนเกิดความเสียหายดังที่กล่าวนิยามมาแล้วก่อนหน้านี้

สภาวะแวดล้อมในการใช้งานและแรงกระทำระหว่างการปฏิบัติการ มักเป็นสาเหตุแรกเริ่มที่นำไปสู่การเสียหายของวัสดุโดยเฉพาะประเภทโลหะ ยกตัวอย่างเช่น สิ่งแวดล้อมที่มีฤทธิ์กัดกร่อน และอุณหภูมิการใช้งานสูง นอกจากนั้น ความเค้น แรงกระแทก และแรงจากการเสียดสี ก็เป็นตัวอย่างของสภาวะการรับแรงที่นำไปสู่ความเสียหายของวัสดุค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะปัจจัยที่เกิดร่วมกันระหว่างสิ่งแวดล้อมที่มีฤทธิ์กัดกร่อนและแรงทางกล มักนำไปสู่การสึกหรอและการเสียหายของชิ้นส่วนโลหะในอัตราที่เร็วยิ่งขึ้น

มีวิธีการป้องกันความเสียหายหลายอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ โดยขั้นตอนแรก คือ การเลือกใช้โลหะที่ถูกต้องเหมาะสมหรือ ซึ่งรวมถึงตัวแปรการผลิตอื่นๆ เช่น การเคลือบผิว การขึ้นรูปเย็นและอื่นๆ ที่สามารถประยุกต์ใช้ตามวัตถุประสงค์การใช้งานได้ นอกจากนั้นควรศึกษาสภาวะแวดล้อมของระบบปฏิบัติการ การรับแรงทางกล รูปแบบการเสียหายที่เกิดเป็นประจำและมีผลต่อการทำงานของระบบอย่างไรบ้าง

โปรดติดตามตอนต่อไป.........

การกัดกร่อนของวัสดุ (โลหะ)

การกัดกร่อน (corrosion) คือ การเสื่อมสภาพของโลหะที่ทำให้สมบัติของโลหะ เปลี่ยนไปในทางเลวลง โดยโลหะเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบของโลหะหรือที่เรียกว่าสนิม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของการกัดกร่อนเป็นเหตุให้โลหะเกิดความเสียหาย ซึ่งเป็นไปตามกฏธรรมชาติ กล่าวคือ วัสดุย่อมมีการเสื่อมสลายไปในที่สุด โดยวัฎจักรของการกัดกร่อนแสดงในรูปที่ 1 ในแต่ละปีโลกมีค่าใช้จ่าย จากปัญหาการกัดกร่อนมากมาย ทั้งที่เป็นการซ่อมแซม บำรุงรักษา หรือการรื้อใหม่ทดแทน ส่วนที่ชำรุดเสียหายจนไม่อาจใช้การได้อีกต่อไป บางครั้งก็เป็นค่าใช้จ่ายที่มากเกินควรเช่น การออกแบบเผื่อ ใช้โลหะหนาเกินความจำเป็น นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่ายของการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้พัฒนาให้มีความต้านทานการกัดกร่อนสูง สามารถใช้ได้แม้ในสิ่งแวดล้อมที่มีฤทธิ์กัดกร่อน

รูปที่ 1 วัฎจักรของการกัดกร่อนของโลหะ

การกัดกร่อน คือ ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation reaction) ของโลหะซึ่งเป็นปฏิกิริยาให้อิเล็กตรอน โดยที่โลหะประกอบด้วยอะตอมโลหะเกาะเกี่ยวกันตลอดเนื้อโลหะด้วยพันธะโลหะซึ่งเป็นพันธะโควาเลนท์ ที่มีคู่อิเล็กตรอนที่พันธะเป็นชนิดไม่ประจำ โลหะจึงมีอิเล็กตรอนที่เคลื่อนย้ายได้ ที่ยึดเหนี่ยวทั้งหมดเข้า ด้วยกัน โลหะจึงมีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้า เมื่อโลหะเกิดการกัดกร่อน อิเล็กตรอนที่พันธะจะหลุดออก ทำให้อะตอมโลหะเปลี่ยนเป็น อิออนโลหะประจุบวก

การกัดกร่อนเกือบทุกประเภท ยกเว้นการกัดกร่อนของโลหะที่อุณหภูมิสูงบางประเภทเกิดจากปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า โดยเมื่อมีการให้และรับอิเล็กตรอนครบเซลเคมีไฟฟ้าที่เรียกว่า เซลการกัดกร่อน (corrosion cell)  ดังภาพจำลองในรูปที่ 2 โลหะที่ให้หรือเสียอิเล็กตรอนเป็นขั้วแอโนด (anode) กล่าวคือ จะเกิดการกัดกร่อนขึ้น อิเล็กตรอนเดินทางไปตามเนื้อโลหะ สิ่งแวดล้อมหรือชิ้นส่วนที่รับอิเล็กตรอนเป็นขั้วคาโธด (cathode) และความชื้นหรือสารละลายที่ผิวโลหะเป็นอิเลคโตรไลท์ (electrolyte) ให้อิออนเดินทางให้ครบเซล กล่าวคือ ต้องมีครบ 4 องค์ประกอบ ได้แก่
1.วัสดุหรือขั้วที่เสียอิเล็กตรอน เรียก อาโนด
2.วัสดุหรือขั้วที่รับอิเล็กตรอน เรียก คาโธด
3.สารละลายอิเล็กโตรไลท์
4.ทางเดินของอิเล็กตรอน (Electron Path)

รูปที่ 2 องค์ประกอบทั้ง 4 เพื่อให้ครบเซลการกัดกร่อน


ดังนั้น การกัดกร่อนจึงสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วไป อาจกล่าวได้ว่า โลหะเกือบทุกชนิดเกิดการกัดกร่อนได้เสมอ ต่างกันที่ความยากง่ายของการเกิดการกัดกร่อน และอัตราการกัดกร่อนเร็ว-ช้า สาเหตุของการเกิดการกัดกร่อนจึงมาจากทั้งโลหะและสิ่งแวดล้อมซึ่งมากมายหลายรูปแบบดังแสดงในรูปที่ 3

รูปที่ 3 ภาพจำลองแสดงรูปแบบของการกัดกร่อนประเภทต่างๆ

โอกาสหน้าผมจะนำเสนอรูปแบบการกัดกร่อนประเภทต่างๆ มาให้ทุกท่านได้แลกเปลี่ยนความรู้กัน
อย่าลืมติดตามนะครับ............

ความรู้เบื้องต้น การวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเครื่องจักรและโครงสร้าง เป็นปัญหาที่มักพบได้เสมอในชีวิตประจำวันของเราดังรูปที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรา ในอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ แม้ว่าในปัจจุบันจะมีอุปกรณ์ช่วยในการออกแบบ และมีการใช้เทคนิคในการซ่อมบำรุงที่ทันสมัย เพื่อช่วยในการตรวจสอบสภาพการใช้งานของเครื่องจักรมากขึ้นก็ตาม แต่สภาวะการทำงานจริงของเครื่องจักรที่มักไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ ทำให้มีโอกาสที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของโครงสร้างหรืออุปกรณ์จะรับภาระกรรมเกินขีดจำกัดก็มีอยู่ ซึ่งนำไปสู่การแตกหักเสียหายในที่สุด ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจ ชีวิต และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงได้มีการกำเนิดของศาสตร์อีกศาสตร์หนึ่งเพื่อค้นหา ตรวจสอบหาสาเหตุความเสียหาย เราเรียกศาสตร์นั้นว่า “การวิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis)” ซึ่งถ้าเราสามารถเรียนรู้และเข้าใจ จนสามารถนำไปปฏิบัติงานได้ จะนำไปสู่การพัฒนาในหลายๆ ด้าน

รูปที่ 1 ความเสียหายของชิ้นส่วนที่เกิดพบได้ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นความสามารถในการวิเคราะห์ความเสียหายของวัสดุ (Material Failure Analysis) ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุดอย่างหนึ่งในวิชาชีพวิศวกรรม ข้อมูลรายละเอียดที่ได้จากกระบวนการรวิเคราะห์และผลการวิเคราะห์จะเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่จะทำให้เราเข้าใจธรรมชาติได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังจะเพิ่มขีดความสามารถในการออกแบบและวิศวกรรมให้สูงขึ้น และจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันไม่ให้เกิดหรือลดการเกิดการแตกหักเสียหายในอนาคต สาเหตุของการเกิดความเสียหายมีมากมาย เช่น การกัดกร่อน การสึกกร่อน การแตกหัก การรับแรงเกินพิกัด ฯลฯ ผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดความเสียหายในแต่ละครั้งอาจเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้หรือผู้อื่นที่ไม่เข้าใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ในบางครั้งเราพบว่ามีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์

การวิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis) คืออะไร มีความสำคัญอย่างไรเรามักจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการแตกหักเสียหายของวัสดุ หรือโครงสร้างอยู่เสมอ เช่น ตึกถล่ม ท่อรั่ว ถังก๊าซระเบิด สะพานพัง เครื่องบินตก เครื่องยนต์เพลาขาด ฯลฯ ที่จริงแล้วชิ้นส่วนเครื่องจักร เครื่องยนต์ และโครงสร้างวิศวกรรมทั้งหลายจะมีอายุการใช้งานจำกัดและต้องมีอายุการใช้งานจำกัดและต้องมีการเสื่อมสภาพหรือ Fail ในที่สุด หาก failure เกิดขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควรหรือเกิดขึ้นตามที่คาดคิดไว้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็อาจไม่รุนแรงมากมายอะไรนัก อย่างไรก็ตามบ่ยครั้งที่การเสื่อมสภาพหรือการประลัยเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนกำหนดและมันเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันทันทีทันใด เป็นผลให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาลโดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
• ชี้ชัดหรือระบุปัญหาที่เกิดขึ้น
• เพื่อหารากของปัญหา (root cause)
• เพื่อหาแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
• เพื่อตรวจสอบและยืนยันแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง
• เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงและสร้างมาตรฐาน

สำหรับการเสียหายของชิ้นส่วน อุปกรณ์ทางวิศวกรรมสามารถจำแนกรากของปัญหาได้ 4 ประเภทหลักๆ ดังนี้:
1. ความบกพร่องจากการออกแบบ
2. วัสดุมีจุดบกพร่อง
3. จุดบกพร่องจากการประกอบ/ติดตั้ง
4. ความผิดปกติจากการใช้งาน

รากของปัญหาในมุมมองที่ต่างไปจากวิศวกรโลหการอาจมีหลายปัจจัย เช่น

1. การออกแบบ
2. การปฏิบัติการ
3. ระบบการออกใบอนุญาตทำงาน
4. การทดสอบและซ่อมบำรุง
5. ขาดการเรียนรู้ HAZID
6. ขาดความเข้าใจอย่างถูกต้อง
7. ปัจจัยจากมนุษย์
8. สาเหตุจากปัจจัยภายนอก
9. การจัดการเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง
10. ไม่ได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกือบเกิดความเสียหาย
11. การตอบสนองของระบบเตือนภัย
12. วัฒนธรรมองค์กร

มีความพยายามให้ความหมายของคำว่า “Failure” เป็นภาษาไทยหลายอย่าง เช่น การประลัย การวิบัติ การเสื่อมสภาพ การแตกหัก เป็นต้น ในความหมายกว้างๆ Failure หมายถึงการที่ชิ้นงานหรือชิ้นส่วนไม่สามารถทำหน้าที่ที่กำหนดไว้ได้ต่อไป หรือหมดสภาพที่จะทำหน้าที่ต่อไปได้ การหมดสภาพอาจเนื่องมาจากการแตกหัก การเกิดสนิม รั่ว สึกหรอ แตกร้าว บิดเบี้ยว โค้งงอ ฯลฯ จากนิยามจะเห็นว่าไม่จำเป็นที่ชิ้นงานจะต้องแตกหักออกจากกันเป็น 2 ชิ้นก็ถือว่าเกิดความเสียหายแล้ว ยกตัวอย่าง เช่น อาคารที่ตกแต่งด้วยเหล็กกล้าไร้สนิมดังรูปที่ 2 แม้ว่าวัสดุดังกล่าวจะมีความต้านทานการกัดกร่อนที่ดีเยี่ยม และมีความแข็งที่ดีก็ตาม ซึ่งจุดประสงค์หลักน่าจะเน้นด้านภาพลักษณ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อใดวัสดุมีคราบเกาะติด เกิดความหมองคล้ำของผิวหน้า เราก็อาจกล่าวได้ว่าวัสดุนั้นเสียหาย เพราะว่าไม่สามารถให้ความเงางามได้อีกต้อต่อไป (ยกเว้นว่าทำความสะอาดใหม่) ในบทความนี้จะใช้การเสียหายและ Failure ในความหมายเดียวกัน

รูปที่ 2 การประยุกต์ใช้เหล็กกล้าไร้สนิมในการประดับอาคาร

ในฐานะวิศวกร เราไม่อยากให้ชิ้นส่วนเครื่องจักรและโครงสร้างต่างๆ ที่เราออกแบบและสร้างขึ้นมาเกิดการประลัย เพราะนั่นหมายถึงความเสียหายต่อสังคม และวิชาชีพตลอดจนการเสื่อมเสียประวัติและชื่อเสียงของตัวเอง แถมยังอาจถูกฟ้องร้องได้อีกด้วย ในฐานะผู้ใช้เราไม่อยากให้เกิดการประลัย ขึ้นเพราะนั่นหมายถึงการสูญเสียในรูปแบบต่างๆ ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินหรือชีวิตหรือทั้งสองอย่าง ในฐานะประชาชนทั่วไปเราก็ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเช่นเดียวกันเพราะเป็นความเสียหายของสังคมและประเทศชาติโดยส่วนรวม

ความจริงที่เราจะต้องยอมรับกันก็คือ Failure หรือการประลัยในลักษณะต่างๆเกิดขึ้นอยู่เสมอทั้งในอดีต ปัจจุบันและจะยังคงเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะเหตุว่า สิ่งต่างๆที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนและโครงสร้างวิศวกรรมต่างๆ จะถูกสร้างขึ้นมาด้วยข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ คือ ข้อกำจัดด้านศาสตร์ และข้อจำกัดด้านวิชาการ ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์เราจำเป็นต้องสร้างหรือผลิตสิ่งต่างๆขึ้นมาให้ราคาถูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ให้สามารถใช้งานได้ ในยุคปัจจุบันที่การแข่งขันรุนแรงและกว้างขวาง หากสินค้าที่ผลิตมีราคาแพงเกินไปผู้ผลิตก็คงจะไม่สามารถอยู่ในธุรกิจได้นานอย่างแน่นอน ในทางวิชาการเราต้องยอมรับว่ามีอีกหลายอย่างที่มนุษย์เรายังไม่มีความรู้และความเข้าใจลึกซึ้งในปรากฏการณ์ธรรมชาติ จนสามารถจะทำนายพฤติกรรมของวัสดุและชิ้นส่วนต่างๆได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ เช่น เมื่อเราออกแบบชิ้นส่วน เครื่องจักรเพื่อให้รับแรง เราไม่อาจแน่ใจได้ว่าแรงที่เราใช้ในการออกแบบนั้นถูกต้องตามความเป็นจริง (ที่เกิดขึ้นจริง) เพียงใด ยิ่งถ้าชิ้นส่วนมีรูปร่างซับซ้อนการคำนวณหาความเค้นให้ถูกต้องก็ยิ่งทำได้ลำบาก หรือยิ่งลักษณะแรงที่ชิ้นส่วนจะต้องรับมีความซับซ้อนมีหลายลักษณะ การคำนวณแรงและความเค้นก็จะยิ่งมีความไม่แน่นอนเท่านั้น และเมื่อเราเลือกวัสดุก็มิอาจมั่นใจได้ว่าวัสดุที่เราเลือกมีคุณสมบัติในการรับแรงที่เกิดขึ้นจริงได้ดีเพียงใด เมื่อเวลาผ่านไปคุณสมบัติของวัสดุจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน คุณสมบัติที่ได้จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการอาจไม่เหมาะสมกับกับการใช้งานจริงก็ได้ วิศวกรแก้ปัญหาความไม่แน่นอนและไม่ใจต่างๆ เหล่านี้โดยการใช้องค์ประกอบความปลอดภัย (safety factor) ซึ่งตัวเลของค์ประกอบความปลอดภัยนี้จะได้จากการพิจารณาจากหลายส่วน ทั้งข้อจำกัดด้านวิชาการ ลักษณะของงานและจากประสบการณ์ รวมทั้งจากข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอดีต

เมื่อชิ้นส่วนหรือโครงสร้างเกิดการประลัยเราจะต้องพยายามเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต Failure Analysis (FA) เป็นการวิเคราะห์หาสาเหตุต่างๆที่เป็นที่มาของการประลัยที่เกิดขึ้นเพื่อให้ได้ข้อมูลหลักฐานและเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นให้มากที่สุด ผลที่ได้จากการวิเคราะห์คือ ข้อสรุปและคำตอบที่มีเหตุผลและมีหลักฐานของคำถามหลักๆ 3 ประเด็นคือ
1. ชิ้นงานเกิดการเสียหายได้อย่างไร
2. ใครคือผู้ที่ควรจะรับผิดชอบ
3. เราป้องกันจะไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตได้อย่างไร

ข้อมูลข้อเท็จจริงตลอดจนความรู้และประสบการณ์ที่ได้จาก FA มีความหมายสำคัญมากเพราะ
1. เป็นการเพิ่มความรู้ความเขาใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของชิ้นงานเมื่อรับภาระต่างๆให้ดีขึ้น ความรู้ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบชิ้นส่วนและโครงสร้างทางวิศวกรรมต่างๆให้ดีขึ้น ความรู้ดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบชิ้นส่วนและโครงสร้างวิศวกรรมต่างๆในอนาคต
2. สามารถจะใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
3.จะช่วยป้องกันหรือลดการสูญเสียต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการประลัยของชิ้นงานหรือโครงสร้างในลักษณะเดียวกันในอนาคต
4. มีการพัฒนาวัสดุชนิดใหม่ๆ ที่ใช้งานได้นานขึ้น คุณภาพดีขึ้น

ความสำคัญของการวิเคราะห์ความเสียหาย
• เป็นเป้าหมายสูงสุดอย่างหนึ่งของวิชาชีพวิศวกรรม
• ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ฯ ทำให้เข้าใจธรรมชาติของวัสดุได้ดีขึ้น
• ทำให้เพิ่มความสามารถในการออกแบบ ผลิต ติดตั้ง ซ่อมบำรุง
• ป้องกันการเสียหายในอนาคต
• ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
• ลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

ถ้าเราพิจารณาจากวัฏจักรของอุปกรณ์ดังรูปที่ 3 จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การวิเคราะห์ความเสียหายนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด เช่น ถ้าผลการวิเคราะห์พบว่าความเสียหายเกิดจากการออกแบบที่ไม่ดี ก็ไปแก้โดยการออกแบบใหม่
รูปที่ 3 วัฏจักรของชิ้นส่วน อุปกรณ์

หรือถ้าพบว่าความเสียหายเกิดจากการเลือกวัสดุวัสดุไม่เหมาะสมก็ไปแก้ไขโดยเลือกวัสดุใหม่ การที่เราจะรู้ว่าวัสดุที่ใช้งานไม่เหมาะสมนั้นส่วนหนึ่งก็มาจากการวิเคราะห์ความเสียหาย ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างการเลือกใช้วัสดุและการวิเคราะห์ความเสียหายมีดังนี้
1. การเลือกใช้วัสดุในเบื้องต้น
2. ผลิต ประกอบหรือติดตั้ง
3. นำไปใช้งานแล้วเกิดความเสียหาย
4. ทำการวิเคราะห์ความเสียหาย
5. เลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกว่า
ดังนั้นการวิเคราะห์ความเสียหายอาจถือว่าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องใช้สหศาสตร์เพื่อช่วยในการวิเคราะห์ (ดังรูปที่ 4) ดังนั้นผู้ที่ทำการวิเคราะห์จะต้องเปิดใจ เป็นที่อยากรู้อยากเห็น เนื่องจากเป็นงานที่คล้ายกับงานสืบสวน สอบสวน การวิเคราะห์จะมีความถูกต้องแม่นยำมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เราอาจนำเทคนิคต่างๆ มาช่วยในการวิเคราะห์ เช่น TQM หรือ RCA เป็นต้น
รูปที่ 4 สหศาสตร์ในการวิเคราะห์ความเสียหาย

จากกฎไตรลักษณ์ของพุทธศาสนาเราที่กล่าวไว้ว่าสรรพสิ่งใดๆ เมื่อมีการเกิดขึ้น ก็มีการดำรงอยู่ (อาจจะมากบ้างหรือน้อยบ้าง ตามเหตุและปัจจัย) สุดท้ายก็ย่อมมีการดับหรือแตกสลาย ดังนั้นการแตกหักเสียหาย การเสื่อมสภาพของวัสดุ จึงเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าสิ่งเหล่านี้เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นบางทีเราก็รู้ล่วงหน้า จึงสามารถป้องกันได้บางครั้งก็ไม่มีอาการปรากฏก่อนการเสียหายเลย ซึ่งไม่ต่างจากชีวิตมนุษย์เลย เพราะว่าบางคนอยู่เฉยๆ ไม่มีโรคมีภัย แต่ก็สามารถตายได้ โดยเฉพาะคนที่ดำรงชีวิตอย่างประมาท รูปแบบ ลักษณะและสาเหตุของความเสียหายที่เกิดขึ้นมีหลากหลาย ดังนั้นการที่เราจะวิเคราะห์หาสาเหตุการเสียหายได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ จำเป็นต้องดำเนินกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยความละเอียดรอบคอบ ซึ่งจะต้องอาศัยความรู้ความชำนาญหรือความเชี่ยวชาญจากศาสตร์หลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมโลหการ วิศวกรรมวัสดุ วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมการออกแบบ เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ หรือแม้แต่การคิดที่เป็นเหตุเป็นผล (Logical Thinking) เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าขั้นตอนของการวิเคราะห์เพื่อที่จะให้ได้ผลสรุปที่เป็นเหตุเป็นผล มีความชัดเจน มีหลักฐานอ้างอิง จึงมีหลายขั้นตอน ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของปัญหา อุปกรณ์เครื่องวิเคราะห์และประสบการณ์ของทีมงานวิเคราะห์ สิ่งที่ได้จากการวิเคราะห์หาสาเหตุความเสียหาย จะมีประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาทางด้านการออกแบบ การเลือกวัสดุ การผลิต การติดตั้ง การบำรุงรักษา ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถของวิศวกรที่สามารถค้นหาแหล่งที่มาของปัญหาได้ และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สำหรับขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสียหาย Click ตรงนี้เลยครับ

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2553

แม้จะฉลาดเท่ากัน แต่บั้นปลายชีวิตไม่แน่

ทำไมคนที่ฉลาดเท่ากัน ถึงมีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน

ไขความลับคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต กุญแจสำคัญคืออะไร ติดตามได้ในเนื้อหาที่จะนำมาเสนอข้างล่างนี้...

คุณเคยนึกบ้างไหมว่าในอนาคตคุณน่าจะเป็นคนที่ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ? แน่นอนว่าเราทุกคนต่างก็มีความฝัน แต่มีสักกี่คนที่ทำได้ดั่งที่ใจฝันไว้ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ละทิ้งความฝันเพียงเพราะเจออุปสรรค จึงทำให้โอกาสดีๆ ในชีวิตหลุดลอยไป และนี่คือสิ่งที่ทำให้แต่ละคน มีบั้นปลายชีวิตที่แตกต่างกัน

ความแตกต่างระหว่าง คนที่ล้มเหลวและคนที่ประสบความสำเร็จคือ "แนวคิดในการใช้ชีวิต และ การเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น" คนที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่มีมุมมองที่ไม่เหมือนคนทั่วไป "วิธีคิดและมุมมอง ทำให้ชีวิตของคุณประสบความสำเร็จ และแตกต่างจากคนอื่น"

สิ่งที่คุณคิดและมุมมองของคุณที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันจะเป็นตัวบ่งชี้อนาคตของคุณในภายภาคหน้า บางคน เมื่อวัยเด็กเป็นคนฉลาด เรียนรู้เร็ว มีความคล่องแคล่ว ว่องไว กล้าพูดกล้าทำ หัวสมองดีจดจำตำราได้แม่นยำ แต่ปัจจุบันเขาเป็นแค่พนักงานกินเงินเดือน ในขณะที่อีกคนก็มีลักษณะไม่แตกต่างกันมากเท่าไหร่นัก แต่กลับเป็นเศรษฐีพันล้าน

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขามีชีวิตที่แตกต่างกันความแตกต่างระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลวคืออะไร ความจริงแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตัวเราเอง คือผู้กำหนด เห็นได้จากสิ่งที่กระทำในปัจจุบันจะส่งผล โดยตรงต่ออนาคต คนที่รู้จักอดออมในภายภาคหน้าก็จะมีเงินทอง ส่วนบางคนมีเงินเยอะใช้ฟุ่มเฟือยในอนาคตอาจจะหมดตัวไม่เหลืออะไรเลย

วันนี้เราลองมองดูตัวเองสิว่า ปัจจุบันเราทำอะไรอยู่และในอนาคตเราจะเป็นอย่างไร เปิดใจให้กว้าง ประเมินตัวเองอย่างตรงไปตรงมา มนุษย์เราทุกคนเกิดมาก็มีอะไรไม่แตกต่างกัน (ยกเว้นคนพิการ) การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิตก็ต้องเห็นโอกาสก่อนคนอื่น ต้องรู้จักคิดวางแผนชีวิต และกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เวลาผ่านไปรวดเร็ว อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง รีบวางแผนชีวิตเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในวันข้างหน้า

คนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะเด่น ดังนี้

1. ชอบคิด แต่ไม่ใช่การคิดในลักษณะที่เพ้อฝัน ให้คิดในสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้ “มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น” นี่คือเคล็ดลับเศรษฐีร้อยล้าน

2. มีทัศนคติที่ดี และเชื่อว่าสามารถเป็นไปได้ ความเชื่อจะทำให้ทุกสิ่งเป็นจริงและเป็นไปได้

3. ไม่ตีกรอบตัวเองให้อยู่จุดเดิม รู้จักมองโลกให้กว้างขึ้น หาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต เพื่อโอกาสที่ดีกว่า

4. มีจุดมุ่งหมายชัดเจน และเดินหน้าตามแผนที่ตั้งไว้อย่างจริงจัง ไม่เห็นปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ เพราะปัญหามีไว้ให้แก้และหากทำได้ก็คือ "เราอยู่เหนือปัญหา"

5. หมั่นสำรวจตัวเองอยู่เสมอ รู้จุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง จะทำให้เรามองเห็นจุดบกพร่องที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างชัดเจน

6. มีความกระตือรือร้น หรือความมุ่งมั่นในสิ่งที่จะทำ เห็นคุณค่าและรักในงานที่ทำ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีความกระตือรืนร้นที่จะทำให้สำเร็จ

7. บุคลิกดี ดูมีชีวิตชีวา หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ใครเห็นก็อยากคบหาสมาคมด้วย เป็นการสร้างโอกาสในสังคมให้แก่ตัวเองได้เป็นอย่างดี

8. มีพลังแห่งการตัดสินใจ เราต่างมีพลังมหาศาลที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวกันอยู่แล้ว โดยต้องเกิดจากการตัดสินใจก่อนที่จะมีการลงมือทำ สิ่งที่เราประสบต่างเป็นผลจากการตัดสินใจของเราเอง การเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นกับชีวิต

9. พัฒนาตัวเอง ต้องทำตัวให้พร้อมสำหรับโอกาสที่จะผ่านเข้ามา เพราะโอกาสอาจไม่เกิดขึ้นได้อีก หากไม่รู้จักเตรียมตัวให้พร้อมโอกาสอาจหลุดลอยไปอย่างรวดเร็ว รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่อยู่รอบข้าง อาจมีทั้งความคิดเห็นในแง่บวกและลบ ซึ่งความคิดเห็น ทั้งสองลักษณะล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น บางครั้งความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้

10. คิดบวก การที่จะล้มเหลวหรือประสบผลสำเร็จนั้น วัดกันตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการคิด เลือกคิดบวกเริ่มต้นคุยถึงสิ่งดีๆ เลือกรับข้อมูลที่สร้างสรรค์ ที่จะช่วยกระตุ้นหรือสร้างแรงบันดาลใจในทางที่ดี นอกจากนี้แล้ว การอยู่ในสังคมที่คิดบวก ก็จะเป็นคนที่คิดทางบวก มากกว่าคนที่คิดทางลบ

11. ยอมรับสิ่งใหม่ หรือการเปลี่ยนแปลง คนที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่ "หยุดนิ่ง" มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์ปัจจุบัน

12. รู้จักบริหารเวลา ผู้ที่ประสบความสำเร็จต้องรู้จักบริหารเวลาของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ

"บางครั้งความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้"

แนวคิดในการใช้ชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ส่งผลให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตได้ คำถามที่ว่านั้นปลายของชีวิตคุณจะเป็นเช่นไร คำตอบ จึงขึ้นอยู่กับแนวความคิดและมุมมองของคุณนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก SLIM UP

ขอบการเฉือน (Shear Lips)

  ⚙️🔬 Shear Lip… “ขอบเล็ก ๆ” ที่กำลังบอกอะไรเราบนผิวหน้าแตกหัก? เคยสงสัยไหมครับว่า… ทำไมโลหะบางชิ้นเมื่อขาดออกจากกัน จึงไม่ได้มีผิวหน้าแต...