บทคัดย่อ
ทองแดงและโลหะผสมทองแดงเป็นวัสดุที่มีความสำคัญทั้งในงานวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และศิลปกรรม เนื่องจากมีสมบัติเชิงกลที่เหมาะสม สามารถขึ้นรูปได้ดี มีความสวยงาม และมีความทนทานต่อการกัดกร่อนในบรรยากาศในระดับสูง เมื่อสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานาน ผิวของทองแดงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนที่เรียกว่า “พาทินา” (patina) ซึ่งมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านสุนทรียภาพและการป้องกันการกัดกร่อนของโลหะฐาน บทความนี้มุ่งอธิบายวิวัฒนาการของพาทินาทองแดงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของการเกิดออกไซด์บนผิวโลหะ ไปจนถึงการก่อตัวของชั้นพาทินาสีเขียวในระยะยาว โดยเน้นองค์ประกอบทางเคมีของชั้นพาทินา อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่ออัตราและลักษณะการเกิดพาทินา พฤติกรรมของโลหะผสมทองแดง ตลอดจนหลักการทำความสะอาด การสร้างพาทินาเทียม และแนวทางการอนุรักษ์พื้นผิวทองแดงและบรอนซ์ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า พาทินาไม่ควรถูกพิจารณาเพียงในฐานะ “สนิม” หรือความเสื่อมสภาพของวัสดุเท่านั้น หากแต่เป็นระบบชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนที่มีวิวัฒนาการซับซ้อนและสามารถทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกันตามธรรมชาติได้ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
คำสำคัญ: ทองแดง, พาทินา, การกัดกร่อนในบรรยากาศ, โลหะผสมทองแดง, การอนุรักษ์โลหะ, ผลิตภัณฑ์การกัดกร่อน
1. บทนำ
ทองแดง (copper) เป็นหนึ่งในวัสดุโลหะที่มีความโดดเด่นทั้งในเชิงสมบัติทางวิศวกรรมและคุณค่าทางสุนทรียภาพ พื้นผิวของทองแดงมีลักษณะเฉพาะที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเมื่อสัมผัสกับบรรยากาศ ทำให้ทองแดงได้รับการกล่าวถึงว่าเป็น “โลหะมีชีวิต” (living metal) เนื่องจากสีและลักษณะของผิวโลหะมิได้คงที่ หากแต่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องภายใต้อิทธิพลของออกซิเจน ความชื้น ก๊าซมลพิษ ละอองเกลือ และองค์ประกอบอื่นในสิ่งแวดล้อม [1,2]
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนำไปสู่การเกิดชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนบนพื้นผิว ซึ่งเรียกรวมว่า พาทินา โดยพาทินาเป็นผลจากปฏิกิริยาทางเคมี ไฟฟ้าเคมี และกระบวนการทางกายภาพที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ระหว่างโลหะกับสิ่งแวดล้อม [2,4] พาทินามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งลักษณะปรากฏภายนอกของวัสดุและสมรรถนะการต้านทานการกัดกร่อนในระยะยาว โดยเฉพาะในงานสถาปัตยกรรม งานมุงหลังคา งานประติมากรรม และการอนุรักษ์วัตถุโลหะกลางแจ้ง
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการเกิดพาทินาของทองแดงในบรรยากาศ โดยครอบคลุมลำดับการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิว องค์ประกอบและโครงสร้างของชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อน ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเกิดพาทินา ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดและการอนุรักษ์วัสดุทองแดง
2. การเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวทองแดงเมื่อสัมผัสบรรยากาศ
ในสภาวะที่พื้นผิวทองแดงสะอาดมากและแทบไม่มีชั้นออกไซด์ปกคลุม เช่น หลังผ่านกระบวนการทำความสะอาดทางเคมีอย่างเหมาะสม พื้นผิวจะปรากฏเป็นสี ชมพูแซลมอน อันเป็นลักษณะของทองแดงบริสุทธิ์ที่ยังไม่มีการเกิดออกซิเดชันอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เมื่อสัมผัสกับบรรยากาศตามธรรมชาติ พื้นผิวจะเริ่มเกิดฟิล์มออกไซด์บางมากในระยะเวลาอันสั้น ส่งผลให้สีเปลี่ยนจากสีทองแดงสดไปเป็นสีน้ำตาล จากนั้นเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลเข้มและสีดำเมื่อชั้นออกไซด์หนาตัวขึ้น [1,2]
การเปลี่ยนแปลงของสีในช่วงต้นนี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเกิดของ คิวไพร์ต (cuprite, Cu₂O) ซึ่งเป็นออกไซด์ของทองแดงในสถานะออกซิเดชัน +1 คิวไพร์ตเป็นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนเริ่มต้นที่เกิดชิดกับผิวโลหะและทำหน้าที่เป็นชั้นฐานสำหรับการวิวัฒนาการของพาทินาในระยะต่อมา [1,3]
เมื่อการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมดำเนินต่อไปภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น การมีความชื้นและสารเจือปนในบรรยากาศ จะเกิดชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนที่มีทองแดงในสถานะออกซิเดชัน +2 ซ้อนอยู่เหนือชั้นคิวไพร์ต ส่งผลให้พื้นผิวพัฒนาไปสู่สีเขียวหรือเขียวอมฟ้า ซึ่งเป็นลักษณะของพาทินาในระยะที่ค่อนข้างเสถียร [1,4]
3. ความหมายของพาทินาในมิติทางวัสดุศาสตร์และการอนุรักษ์
ในทางวัสดุศาสตร์ พาทินาหมายถึงชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวทองแดงและโลหะผสมทองแดงจากการสัมผัสกับบรรยากาศในระยะยาว ขณะที่ในมิติของการอนุรักษ์และศิลปกรรม พาทินายังหมายรวมถึงลักษณะผิวที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ เช่น การหม่นคล้ำ การซีดจาง หรือการเกิดสีเฉพาะที่สะท้อนประวัติการใช้งานของวัสดุ [4,5]
ด้วยเหตุนี้ พาทินาจึงมิใช่เพียง “สนิม” ในความหมายของความเสียหายเท่านั้น หากแต่เป็นผลลัพธ์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างโลหะกับสิ่งแวดล้อมที่สามารถสร้างเอกลักษณ์ให้แก่วัสดุและในหลายกรณียังมีบทบาทเชิงปกป้องโลหะฐานจากการกัดกร่อนเพิ่มเติมได้อีกด้วย [1,2]
4. กลไกการเกิดพาทินาของทองแดง
การเกิดพาทินาของทองแดงเป็นกระบวนการหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน โดยอาจอธิบายในระดับพื้นฐานได้ดังนี้
4.1 การเกิดออกไซด์ระยะแรก
เมื่อทองแดงสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศ จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ผิวโลหะและก่อให้เกิดคิวไพร์ต ดังสมการ
คิวไพร์ตเป็นชั้นผลิตภัณฑ์เริ่มต้นที่มีความสำคัญต่อวิวัฒนาการของผิวทองแดงในบรรยากาศ [1]
4.2 การเกิดออกไซด์ที่มีสถานะออกซิเดชันสูงขึ้น
เมื่อปฏิกิริยาออกซิเดชันดำเนินต่อเนื่อง อาจเกิดสารประกอบทองแดงออกไซด์ชนิดอื่น เช่น CuO ซึ่งมีส่วนทำให้พื้นผิวมีสีเข้มขึ้นจนปรากฏเป็นสีดำหรือเกือบดำ
4.3 การเกิดผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนชั้นนอก
ในสภาวะที่มีความชื้น คาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คลอไรด์ และสารเจือปนในอากาศ จะเกิดสารประกอบทองแดงประเภทคาร์บอเนต ซัลเฟต คลอไรด์ หรือไนเตรต ซึ่งก่อตัวเป็นชั้นพาทินาชั้นนอกและทำให้พื้นผิวปรากฏเป็นสีเขียวหรือเขียวอมฟ้า [1,2,4]
5. องค์ประกอบทางเคมีของชั้นพาทินา
องค์ประกอบของพาทินาขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่ทองแดงสัมผัส โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็นชั้นสำคัญดังนี้
5.1 ชั้นด้านใน
ชั้นที่อยู่ติดกับโลหะฐานมักเป็น คิวไพร์ต (Cu₂O) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในระยะเริ่มต้นของการกัดกร่อนในบรรยากาศ [1,3]
5.2 ชั้นด้านนอก
ชั้นภายนอกมักประกอบด้วยสารประกอบของทองแดงในสถานะออกซิเดชัน +2 ซึ่งอาจแตกต่างกันตามสภาพแวดล้อม เช่น
- Brochantite: [CuSO_4 \cdot 3Cu(OH)_2]
- Antlerite: [CuSO_4 \cdot 2Cu(OH)_2]
- Posnjakite: [CuSO_4 \cdot 3Cu(OH)_2 \cdot 2H_2O]
- Atacamite: [Cu_2Cl(OH)_3]
- Malachite: [Cu_2CO_3(OH)_2]
- Azurite: [Cu_3(CO_3)_2(OH)_2]
จากการศึกษาด้วยเทคนิค X-ray diffraction (XRD) พบว่า ชั้นผิวสีเขียวภายนอกของพาทินามักประกอบด้วย brochantite เป็นองค์ประกอบสำคัญ ขณะที่ชั้นด้านในเป็น cuprite [1,3] ในพื้นที่ชายทะเลซึ่งมีคลอไรด์สูง มักตรวจพบ atacamite ร่วมด้วย ส่วน posnjakite มักพบในพาทินาระยะเริ่มต้นและถือเป็นเฟสชั่วคราว [1,3]
6. เสถียรภาพของเฟสพาทินาและการตีความทางอุณหพลศาสตร์
การวิเคราะห์เสถียรภาพของสารประกอบพาทินาโดยใช้แนวคิดจาก Pourbaix diagram (E-pH diagram) และสมดุลการละลาย แสดงให้เห็นว่าสารประกอบในกลุ่ม ทองแดงไฮดรอกซีซัลเฟต มีเสถียรภาพมากกว่าสารประกอบคลอไรด์และคาร์บอเนตประมาณสองลำดับขั้น และมีเสถียรภาพมากกว่าสารประกอบไนเตรตถึงประมาณสี่ลำดับขั้น [1]
ข้อค้นพบนี้ช่วยอธิบายว่าทำไม brochantite จึงมักเป็นเฟสเด่นในพาทินาของทองแดงที่สัมผัสกับบรรยากาศในระยะยาว แม้ในพื้นที่ที่มีอิทธิพลของละอองเกลือทะเล เช่น กรณีของ เทพีเสรีภาพ ในท่าเรือนิวยอร์ก [1]
การพบ antlerite ในบางพื้นที่สะท้อนสภาวะการตกสะสมที่มีความเป็นกรดมากขึ้น เนื่องจาก antlerite มีเสถียรภาพภายใต้เงื่อนไขที่มีค่า pH ต่ำกว่า brochantite [1]
7. อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อการเกิดพาทินา
7.1 ความชื้นและวัฏจักรเปียก-แห้ง
ความชื้นเป็นปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการเกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีบนผิวโลหะ การมีฟิล์มน้ำบางบนผิวทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของไอออนและเร่งการเกิดผลิตภัณฑ์การกัดกร่อน [2,4]
7.2 มลพิษทางอากาศ
ในเขตเมืองและอุตสาหกรรม ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) มีบทบาทสำคัญต่อการเกิดพาทินา เนื่องจากส่งเสริมการเกิดสารประกอบในกลุ่มซัลเฟตซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของพาทินาสีเขียว [1,2]
7.3 สภาพแวดล้อมทางทะเล
ในพื้นที่ชายฝั่ง คลอไรด์จากไอเกลือมีอิทธิพลต่อชนิดของผลิตภัณฑ์การกัดกร่อน ทำให้พบเฟสอย่าง atacamite หรือ paratacamite ได้มากขึ้น [1,4]
7.4 การชะล้างด้วยน้ำฝน
ตำแหน่งที่ได้รับการชะล้างจากน้ำฝนบ่อยครั้งมักเกิดพาทินาสีเขียวอ่อน ขณะที่บริเวณที่ฝนสาดไม่ถึงมักมีชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนสีดำหรือเข้มกว่า [1,4] ความแตกต่างนี้สะท้อนบทบาทของน้ำฝนในการละลาย พัดพา และจัดสมดุลผลิตภัณฑ์บนพื้นผิว
7.5 ความสะอาดของบรรยากาศ
ระยะเวลาที่ใช้ในการเกิดพาทินาแตกต่างกันมากตามคุณภาพอากาศ โดยในยุโรปมีรายงานว่าอาจใช้เวลาประมาณ 20–70 ปี ทั้งนี้ ในช่วงที่ระดับ SO₂ ในบรรยากาศสูง การเกิดพาทินาจะรวดเร็วกว่า แต่เมื่อมีการควบคุมมลพิษอย่างมีประสิทธิภาพ ระยะเวลาการเกิดพาทินาจะยาวนานขึ้น [1]
ในทางกลับกัน พื้นที่ที่มีอากาศสะอาดและแห้งเป็นเวลานานอาจทำให้ทองแดงคงอยู่ในระยะสีดำได้นานหลายทศวรรษ โดยยังไม่พัฒนาเป็นพาทินาสีเขียวอย่างชัดเจน [1]
8. ลักษณะเชิงจุลภาคของพาทินาและความสำคัญเชิงสมรรถนะ
แม้ว่าพาทินาจะมีบทบาทเชิงปกป้อง แต่ชั้นดังกล่าวมิได้เป็นฟิล์มทึบแน่นสมบูรณ์ทั้งหมด งานศึกษาหลายชิ้นรายงานว่าพาทินามีลักษณะ ไม่สม่ำเสมอ มีรูพรุน และมีความไม่ต่อเนื่องในเชิงพื้นที่ [1,3] ความพรุนดังกล่าวสะท้อนจากความสามารถของชั้นพาทินาในการดูดซับน้ำได้ในระดับหนึ่ง
ประเด็นนี้มีความสำคัญในเชิงวิศวกรรม เนื่องจากความพรุนและความไม่ต่อเนื่องของชั้นพาทินาส่งผลโดยตรงต่อการแพร่ผ่านของน้ำ มลพิษ และไอออนก้าวร้าวเข้าสู่ชั้นลึก หากชั้นพาทินามีความพรุนสูงเกินไปหรือมีการแตกร้าว อาจลดประสิทธิภาพในการป้องกันและนำไปสู่การกัดกร่อนเฉพาะที่ เช่น การกัดกร่อนแบบหลุม [2,3]
9. พฤติกรรมของโลหะผสมทองแดงในบรรยากาศ
โดยทั่วไป อัตราการกัดกร่อนของทองแดงและโลหะผสมทองแดงมีแนวโน้มลดลงตามเวลาอันเนื่องมาจากการก่อตัวของชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนที่มีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง [2] โลหะผสมทองแดงหลายชนิดจึงเหมาะสมต่อการใช้งานในบรรยากาศกลางแจ้ง
โลหะผสมที่มีทองแดงสูง ซิลิกอนบรอนซ์ และดีบบรอนซ์ มักมีอัตราการกัดกร่อนระดับปานกลาง ขณะที่ทองเหลือง อะลูมิเนียมบรอนซ์ นิกเกิลซิลเวอร์ และคอปเปอร์-นิกเกิล มักมีอัตราการกัดกร่อนต่ำกว่า [2] อย่างไรก็ดี องค์ประกอบทางโลหะวิทยาและสิ่งแทรกภายในเนื้อโลหะสามารถมีอิทธิพลต่อความสม่ำเสมอของพาทินาและการเกิดการกัดกร่อนเฉพาะที่ [3]
มีรายงานว่าความหนาเฉลี่ยของชั้นคิวไพร์ตอยู่ในช่วงประมาณ 1–10 µm ขณะที่ชั้น brochantite/antlerite อาจมีความหนาในช่วง 10–40 µm [3,4] ส่วนความลึกของหลุมกัดกร่อนในกรณีของการใช้งานระยะยาวอาจอยู่ในช่วง 50–70 µm และอาจมากกว่า 100 µm ในบางกรณี [4]
10. ตัวอย่างจากสถาปัตยกรรมและประติมากรรม
พาทินาของทองแดงเป็นปรากฏการณ์ที่พบได้ชัดเจนในงานสถาปัตยกรรมและประติมากรรมทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ตัวอย่างที่สังเกตได้ชัดคือ หลังคาทองแดงของพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงจากสีทองแดงเดิมไปเป็นสีเขียวมรกตตามกาลเวลา นอกจากนี้ หลังคาทองแดงของอาคารสมัยใหม่บางแห่ง เช่น อาคารมหิดลสิทธาคาร ก็แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของสีจากน้ำตาลเข้มไปสู่พาทินาสีเขียวในช่วงเวลาหลายปี

11. การทำความสะอาดพื้นผิวทองแดง
การทำความสะอาดพื้นผิวทองแดงและโลหะผสมทองแดงควรดำเนินการบนพื้นฐานของความเข้าใจว่าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนทุกชนิดจำเป็นต้องกำจัดออกทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พาทินามีเสถียรภาพและมีคุณค่าทั้งในเชิงปกป้องและเชิงประวัติศาสตร์ [4,5]
11.1 วิธีทางกายภาพ
วิธีทางกายภาพประกอบด้วยการฉีดน้ำแรงดันเพื่อกำจัดส่วนที่ละลายน้ำได้ของคราบกัดกร่อน และการขัดเชิงกลเพื่อกำจัดคราบสะสมหรือสิ่งเกาะติดจากพื้นผิว โดยมีเป้าหมายเพื่อคงชั้นพาทินาที่เสถียรบางส่วนไว้ [4]
11.2 วิธีทางเคมี
วิธีทางเคมีอาจรวมถึงการใช้สารละลายคีเลต การดองผิว (pickling) และการเตรียมผิวก่อนการเคลือบป้องกัน อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการละลายผิวโลหะเกินความจำเป็นหรือการเปลี่ยนแปลงลักษณะของพาทินาเดิม [4,5]
12. การสร้างพาทินาเทียม
การสร้างพาทินาเทียม (artificial patination) เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อให้ได้สีหรือพื้นผิวที่ต้องการภายในระยะเวลาอันสั้น โดยนิยมใช้ในงานประติมากรรม งานตกแต่ง และชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูป [4,5] การทำพาทินาสีน้ำตาลหรือสีดำมักอาศัยสารละลายในกลุ่มซัลไฟด์ เช่น sulphurated potash และ ammonium sulfide ส่วนการสร้างพาทินาสีเขียวมักใช้ copper nitrate หรือ copper chloride ร่วมกับสารออกซิแดนต์และสารสร้างเชิงซ้อน
อย่างไรก็ตาม พาทินาเทียมไม่เหมาะกับพื้นผิวกลางแจ้งขนาดใหญ่ เช่น หลังคาทองแดงทั้งผืน เนื่องจากควบคุมความสม่ำเสมอของสีได้ยาก และเมื่อสัมผัสบรรยากาศจริง ชั้นผิวยังคงมีวิวัฒนาการต่อไปตามธรรมชาติ [4]
13. การอนุรักษ์ทองแดงและบรอนซ์
การอนุรักษ์พื้นผิวทองแดงและบรอนซ์ โดยเฉพาะในงานศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมกลางแจ้ง มักดำเนินการโดยการใช้ แวกซ์ หรือสารเคลือบผิวชนิดอื่นเพื่อเสริมการปกป้องจากความชื้นและก๊าซมลพิษ [4,5]
สารอนุรักษ์ที่เหมาะสมควรมีคุณสมบัติ เช่น ความสามารถในการกันน้ำ ความไม่ชอบน้ำ เสถียรภาพทางเคมี ความสามารถในการสร้างฟิล์มที่สม่ำเสมอ และความยืดหยุ่นในระดับที่เหมาะสม [4] อย่างไรก็ดี การป้องกันด้วยแวกซ์มักมีลักษณะเป็นมาตรการระยะสั้น โดยทั่วไปให้ประสิทธิภาพไม่เกินประมาณ 2 ปี ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของแวกซ์ ความหนาของชั้นเคลือบ และความรุนแรงของสภาพแวดล้อม
ด้วยเหตุนี้ การอนุรักษ์ทองแดงและบรอนซ์จึงจำเป็นต้องมีการติดตามสภาพอย่างสม่ำเสมอ และในหลายกรณีต้องดำเนินการอนุรักษ์ซ้ำทุก 1–2 ปี เพื่อคงสมรรถนะของระบบป้องกัน [4,5]
14. สรุป
พาทินาของทองแดงเป็นผลจากวิวัฒนาการของชั้นผลิตภัณฑ์การกัดกร่อนในบรรยากาศ ซึ่งเริ่มต้นจากการเกิดชั้นคิวไพร์ตบนผิวโลหะและพัฒนาไปสู่ระบบหลายชั้นที่ประกอบด้วยสารประกอบจำพวกซัลเฟต คลอไรด์ คาร์บอเนต และออกไซด์ต่าง ๆ องค์ประกอบและลักษณะของพาทินาขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่วัสดุสัมผัส เช่น ความชื้น มลพิษ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คลอไรด์ การชะล้างด้วยน้ำฝน และองค์ประกอบของโลหะผสม
แม้ว่าพาทินาจะเป็นผลผลิตของการกัดกร่อน แต่ในหลายกรณีสามารถทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกันตามธรรมชาติที่ช่วยลดอัตราการกัดกร่อนของโลหะฐานได้ ความเข้าใจในโครงสร้าง องค์ประกอบ และเสถียรภาพของพาทินาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกใช้วัสดุ การบำรุงรักษา และการอนุรักษ์โครงสร้างทองแดงและโลหะผสมทองแดง ทั้งในมิติทางวิศวกรรมและมิติทางวัฒนธรรม
เอกสารอ้างอิง
[1] Krätschmer, A., Odnevall Wallinder, I., & Leygraf, C. (2002). The evolution of outdoor copper patina. Corrosion Science, 44, 425–450.
[2] Sequeira, C.A.C. (2000). Corrosion of Copper and Copper Alloys. In Uhlig’s Corrosion Handbook (2nd ed.).
[3] Chang, T., Wallinder, I.O., De la Fuente, D., Chico, B., Morcillo, M., Welter, J.M., & Leygraf, C. (2017). Analysis of historic copper patinas: Influence of inclusions on patina uniformity. Materials, 10(3), 298.
[4] Knotkova, D., & Kreislova, K. (2007). Atmospheric corrosion and conservation of copper and bronze. WIT Transactions on State of the Art in Science and Engineering, Vol. 28.
[5] Turner-Walker, G. (2008). A Practical Guide to the Care and Conservation of Metals. Headquarters Administration for Cultural Heritage, Council for Cultural Affairs.
[6] World Coppersmith. Copper Patina Guide. Available at: https://www.worldcoppersmith.com/copper-patina-guide/



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น