วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ร่องหลุมจากการล้า (Fatigue Dimples)

บทความสั้นนี้ต้องการให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นการนำเสนอเพื่อให้เกิดความรอบคอบในกลุ่มนักวิเคราะห์ความเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีหน้าที่วิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักในกรณีที่มีการตรวจพบ “Dimple” บนผิวหน้าแตกหักแล้วสรุปว่าเป็นความเสียหายจากการรับแรงเกินพิกัด (Overload fracture) โดยไม่ได้ศึกษาภาพรวมของผิวแตกอย่างทั่วถึง ซึ่งความหมายอย่างย่อของคำว่า “dimple” คือ ลักษณะร่องหลุมที่ปรากฏบนผิวหน้าแตกหักจากการรับแรงดึงแบบคงที่ (Monotonic fracture) โดยเริ่มจากการเกิดช่องว่างขนาดเล็ก (Microvoid) ภายในวัสดุในบริเวณรอยต่อระหว่างสารฝังใน (inclusion) หรือสารมลทิน (Impurity) กับโครงสร้างพื้น (Matrix) จากนั้นมีการขยายตัวของรอยร้าวจากช่องว่างขนาดเล็กจนเกิดการเชื่อมรวมกันของช่องว่าง (Void coalescence) จนกลายเป็นรอยร้าวขนาดเล็ก (Microcrack) และการขยายตัวของรอยร้าวส่งผลให้วัสดุมีพื้นที่ในการรับแรงน้อยลงและทำให้ความเค้นที่กระทำต่อวัสดุมีค่าเพิ่มขึ้น (ความเค้น = แรงต่อพื้นที่หน้าตัด) ในที่สุดก็เกิดการแตกหัก (Fracture) ออกจากกันของวัสดุ ซึ่งกระบวนการเกิดแสดงในรูปที่ 1ก-ข ถ้าตรวจสอบผิวหน้าแตกหักด้วยตาเปล่าหรือในระดับมหภาคจะพบลักษณะที่ขรุขระ (Fibrous fracture surface) ไม่สะท้อนแสง และเมื่อนำผิวหน้าที่เกิดจากการแตกหักไปตรวจสอบที่กำลังขยายสูงด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน (SEM) จะพบลักษณะพื้นผิว (Topography) เป็นร่องหลุมดังแสดงตัวอย่างในรูปที่ 2 โดยมี 2 ลักษณะ กล่าวคือ ถ้าวัสดุได้รับความเค้นแรงดึงตั้งฉาก (Normal stress) จะได้ผิวหน้าแตกที่สามารถมองเห็นร่องหลุมแบบสมมาตรที่เรียกว่า “Equiaxed dimple” (รูปที่ 2ก) ในขณะที่ถ้าวัสดุได้รับความเค้นแรงเฉือน (Shear stress) จะได้ผิวหน้าแตกที่มีลักษณะของร่องหลุมคล้ายรูปไข่หรือวงรี (Oval shape) ที่เรียกว่า “Shear dimple หรือ Elongated dimple” (รูปที่ 1ง) นี่เป็นความรู้ที่เราได้เรียนมาก่อนหน้านี้ แต่เราทราบหรือไม่ว่าลักษณะดังกล่าวนี้ยังสามารถตรวจพบได้ในการแตกหักที่เกิดจากการล้า (Fatigue fracture) ด้วย ดังนั้น นักวิเคราะห์ความเสียหายจะต้องตรวจสอบให้ตลอดทั่วถึงในผิวหน้าแตกหัก ทั้งแบบมหภาคและจุลภาค ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการตัดสินรูปแบบการแตกหัก (Cracking mode) ที่เกิดขึ้น เพราะว่ามีหลายคนที่พอเห็น dimple แล้วมักจะสรุปว่าเป็นการแตกหักจากการรับแรงเกินพิกัด


รูปที่ 1 กลไกการแตกแบบเหนียวของโลหะ ก) กระบวนการเกิดช่องว่างขนาดเล็กจนกระทั่งแตกหัก ข) การเกิดช่องว่างบริเวณรอยต่อระหว่างอนุภาคแปลกปลอมกับโครงสร้างพื้น

ก) equiaxed dimple
ข) shear dimple
รูปที่ 2 ภาพถ่าย SEM แสดงลักษณะทางจุลภาคของผิวหน้าแตก ก) equiaxed dimple และ ข) shear dimple

นักวิเคราะห์ความเสียหายจำเป็นต้องใช้ผลการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักในการสรุปรูปแบบและสาเหตุของการแตกหัก ซึ่งเป้นที่ทราบกันดีว่าการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักจะยุ่งยากมากขึ้นถ้าผิวหน้ามีการเสียดสี ถูกทำลายหลังการแตก และมีการกัดกร่อนเกิดขึ้น แต่ถ้าผิวหน้าแตกหักไม่ได้มีสิ่งเหล่านี้มารบกวน นักวิเคราะห์จะต้องชี้ชัดรูปแบบของผิวหน้าแตกหักจากลักษณะที่ปรากฏบนผิวแตกให้ได้ และเมื่อทราบรูปแบบของการแตกแล้ว นักวิเคราะห์ยังต้องบ่งบอกถึงเงื่อนไข (วัสดุหรือสิ่งแวดล้อม) ที่นำไปสู่สาเหตุการแตกหัก
           
การที่จะเอาลักษณะที่ปรากฏบนผิวหน้าแตกหักไปใช้ในการอธิบายสาเหตุของการแตกหักได้นั้น นักวิเคราะห์จะต้องทราบและแสดงให้เห็นถึงสหสัมพันธ์ระหว่างลักษณะผิวแตกที่ปรากฏและรูปแบบของการแตก โดยพิจารณาเทียบกันแบบตัวต่อตัว ดังนั้นผิวหน้าแตกหักที่ศึกษาจะแสดงให้เห็นการแตกเพียงหนึ่งรูปแบบเท่านั้น
          
อย่างน้อยที่สุด นักวิเคราะห์ต้องแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นจากการรับแรงแบบคาบหรือการล้าตัว (Fatigue) ที่รอยร้าวมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (da/dN) ในแต่ละคาบของความเค้น (N) และการแตกร้าวที่เกิดจากการรับแรงเกินพิกัด (Overload) ที่รอยแตกมีการขยายตัวจากการรับความเค้นแบบคงที่ตลอด สำหรับปัจจัยที่ใช้แสดงความแตกต่างของผิวแตกระหว่างการล้าตัวกับการรับแรงเกินพิกัดในวัสดุเหนียวนั้น มักพิจารณาจากการปรากฏของ striation หรือ dimple แต่ในความเป็นจริง การแตกหักจากการล้าอาจไม่ปรากฏให้เห็น striation เสมอไป ซึ่งประเด็นนี้หลายคนก็ให้การยอมรับ และ dimple ก็ไม่จำเป็นต้องที่จะเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าเป็นความเสียหายจากการรับแรงเกินพิกัดเสมอไป แต่สำหรับคำกล่าวอันหลังนี้อาจมีบางท่านไม่เห็นด้วย อาจเป็นเพราะไม่เคยเห็นหรือไม่เคยศึกษามาก่อนก็เป็นไปได้ เพราะค่าว่า “Fatigue dimple” ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นในเอกสารทางวิชาการมากนัก  ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว dimple ก็ได้ปรากฏบนผิวหน้าแตกหักจากการล้าตัวมานานแล้ว แต่อาจมีการมองข้ามไปหรือไม่ได้ใส่ใจ แต่ถ้าใครเคยอ่าน ASM Handbook เล่มที่ 11 [1] ตีพิมพ์ในปี 2002 หน้า 578 เรื่อง “cyclic microvoid process” ก็จะพบว่ามีการกล่าวถึงช่องว่างจากการล้าตัวไว้อยู่เหมือนกัน
          
เป็นที่ทราบกันดีในกลุ่มนักวิเคราะห์ที่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกหักว่าลักษณะทางกายภาพของรอยแตกจากการล้าตัวจะเปลี่ยนแปลงไปตามอัตราการขยายตัวของรอยร้าว (da/dN) เป็นหลัก ซึ่ง striation (ที่เป็นดัชนีที่บ่งบอกถึงการขยายตัวของรอยแตกในแต่ละคาบของแรงที่กระทำ) จะฟอร์มตัวในช่วงอัตราการขยายตัวของรอยร้าวที่ค่าๆ หนึ่งและเกิดขึ้นในบางวัสดุเท่านั้น บางวัสดุอาจไม่พบ เช่นเหล็กกล้าไร้สนิมออสเตนนิติก [2] ถ้าอัตราการขยายตัวของรอยร้าวต่ำกว่าค่าดังกล่าว ลักษณะที่ปรากฏบนผิวแตกอาจมองเห็นลักษณะของโครงสร้างผลึก (Crystallographic) แต่ถ้าอัตราการขยายตัวของรอยร้าวสูงกว่าค่าดังกล่าว ลักษณะที่ปรากฏบนผิวแตกก็สามารถพบ fatigue dimple ได้
          
มีกรณีตัวอย่างการวิเคราะห์ผิวหน้าแตกของเพลา (รูปที่ 3) จากการวิเคราะห์ลักษณะทางมหภาคพบว่าผิวหน้าแตกหักสามารถแบ่งได้เป็น 2 โซน โซนแรกมีจุดเริ่มต้นของรอยแตกมาจากผิวหน้าด้านนอกของเพลาและมีจุดเริ่มหลายจุด (ยืนยันได้จากการตรวจพบ ratchet mark) มีพื้นที่ประมาณ 95% ของพื้นที่ทั้งหมด จากการตรวจสอบพบ striation ในปริมาณหนาแน่น (ลักษณะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแรงที่กระไม่สูงมากนัก) และเมื่อตรวจสอบห่างออกมาจากจุดเริ่มต้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของโซนที่ 1 มาโซนที่ 2 พบลักษณะ transgranular fracture แต่จุดสิ้นสุดของโซนที่ 2 พบลักษณะของ fatigue dimple ซึ่งชี้ให้เห็นว่าบริเวณดังกล่าวมีอัตราการขยายตัวของรอยร้าวสูงกว่าค่าที่จะทำให้เกิดการฟอร์ม striation กล่าวคือ โซนที่ 2 เป็นพื้นที่เกิดการแตกหักในขั้นสุดท้ายนั่นเองบางครั้งอาจเรียกว่า “final overload zone” และบางครั้งในโซนดังกล่าวอาจพบ Transgranular fracture ทั้งหมดก็ได้
          
จากกรณีตัวอย่างของผิวหน้าแตกที่กล่าวมาจะเห็นว่าอัตราการขยายตัวของรอยร้าว (da/dN) จะเพิ่มตามระยะความยาวของรอยร้าว ดังนั้น ลักษณะที่ปรากฏของผิวหน้าแตกหักจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้นจนกระทั่งจุดสุดท้าย สำหรับ striation ที่ตรวจพบในโซนที่มีจุดเริ่มต้นของรอยแตกดังรูปที่ 3ก-ข นั้นสามารถบอกได้เลยว่ารูปแบบของความเสียหายคือการล้า (Fatigue) อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาผิวแตกดังรูปที่ 3ง พบ dimple ซึ่งอาจทำให้เกิดการวิเคราะห์รูปแบบการแตกหักผิดพลาดได้ถ้าไม่มีการแสดงลำดับเหตุการณ์ของการแตกจากจุดเริ่มด้วยการล้า
รูปที่ 3 ผิวหน้าแตกหักของเพลา ก) จุดเริ่มรอยแตกถูกเสียดสีหลังการแตกหัก ข) striation ใน fatigue zone ค) transgranular cracking ใกล้จุดรอยแตกสุดท้าย และ ง) fatigue dimple ใน overload zone

ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่นักวิเคราะห์ความเสียหายจะต้องตรวจสอบผิวหน้าแตกหักทั้งหมดโดยพิจารณาทั้งลักษณะทางมหภาคและจุลภาค ซึ่งอันดับแรกต้องระบุจุดเริ่มต้นรอยแตกให้ได้ก่อน เพราะในบางครั้งลักษณะผิวหน้าแตกหักในระดับจุลภาคอาจนำไปสู่การสรุปผลรูปแบบการเสียหายที่ผิดพลาดได้

เข้าใจตรงกันนะ...

เอกสารอ้างอิง
1.       1. ASM handbook. Failure Analysis and Prevention. vol. 11. ASM International; 1996:578.
2.Sachs NW. Understanding the surface features of fatigue fracture: how they describe the failure cause and the failure history. JFAPBC 2005:11–5.

ขอขอบคุณคุณวิษณุพงษ์ คนแรง ที่ถ่ายภาพผิวหน้าแตกหักของเพลา (รูปที่ 3)

2 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ17 เมษายน 2565 เวลา 14:28

    Metallurgical Failure Analysis: ร่องหลุมจากการล้า (Fatigue Dimples) >>>>> Download Now

    >>>>> Download Full

    Metallurgical Failure Analysis: ร่องหลุมจากการล้า (Fatigue Dimples) >>>>> Download LINK

    >>>>> Download Now

    Metallurgical Failure Analysis: ร่องหลุมจากการล้า (Fatigue Dimples) >>>>> Download Full

    >>>>> Download LINK bf

    ตอบลบ
  2. Personal Testimonial and Referral for Dr. Jekawo’s Herbal Treatments

    Hi,

    I hope you are well. I wanted to share a personal experience and a referral that may be helpful to anyone exploring alternative or herbal treatment options. In August 2010 I was diagnosed with brain cancer and my wife was diagnosed with breast cancer. A close friend recommended Dr. Jekawo, a traditional herbal practitioner in West Africa, and gave me his contact information.

    I contacted Dr. Jekawo and he provided a guarantee that his herbal medicine would cure my brain cancer, my wife’s breast cancer, and herpes completely. He asked for payment to prepare the herbal medicines, which I paid. Within seven working days he shipped the herbal medicines and gave us instructions to take them for 21 days. We followed his instructions exactly, and after completing the 21-day course both my wife and I experienced a complete resolution of our symptoms. Because of our experience, I want to recommend Dr. Jekawo to others seeking help for cancer, herpes, diabetes, Parkinson’s disease, COPD, hepatitis, or similar conditions.

    If you would like to contact him directly, his email address is [www.drjekawo.com](drjekawo@gmail.com

    ตอบลบ

การกัดกร่อนกับท่อทองแดงแบบรังมด (Ant-nest corrosion)

วันนี้มีเคสจากหน่วยงานขนส่งมวลแห่งหนึ่งแจ้งว่าท่อทองแดงในระบบเครื่องปรับอากาศเกิดการกัดกร่อนแล้วนำมาสู่การรั่วมาปรึกษา ผมจำได้ว่าเคยวิเคราะห...